วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ


ลูกเดือย ธัญพืชเพื่อสุขภาพที่ดี



ธัญพืชเพื่อสุขภาพที่ดีอย่างหนึ่ง ที่เรียกได้ว่าเป็นสุขภาพอาหารธัญพืชที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพสูงสุด เพราะสามารถบำรุง รักษาร่างกายได้อย่างครบถ้วน และสามารถลดน้ำหนักได้ด้วยนะคะ 
ในการดูแลสุขภาพในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องยากนะคะ แค่น้ำเต้าหู้ผสมลูกเดือยก็มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากๆแล้วค่ะ เพราะในชุมชนไทย สามารถใช้ต้นลูกเดือยได้ทั้งต้นเลยนะคะ อย่างเช่น ใช้เดือยหินเป็นยาขับปัสสาวะ สามารถนำเดือยหินทั้งหา หญ้าหนวดแมวและซาคนที มาต้มเคี่ยวเข้าด้วยกันเพื่อใช้กับคนที่ปัสสาวะไม่ออก การแพทย์แผนใหม่เรียกโรคนี้ว่าระบบทางเดินปัสสาวะอักเสบนอกจากใช้เป็นยาขับปัสสาวะหมอยายังใช้รากเดือยต้มกินแก้ปวด แก้ไข้ แก้ไอ เนื่องจากพืชตระกูลข้าวมีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะ เดือยก็เช่นกัน ส่วนใหญ่ใช้รากมาต้ม บางครั้งใช้เดือยตัวเดียว บางครั้งใช้ร่วมกับสมุนไพร นอกจากเป็นประโยชน์ต่อในการรักษาระบบทางเดินปัสสาวะอักเสบแล้ว ยังช่วยลดอาการบวมน้ำลดความดัน

ในอดีตคนจีนนิยมใช้ลูกเดือยผสมกับข้าวต้มรับประทานเพื่อบำรุงกำลัง หล่อลื่นกระเพาะอาหารและลำไส้ แก้ท้องเสีย เหน็บชา (ลูกเดือยมีวิตามินบีหนึ่งมากกว่าข้าวกล้องทำให้ช่วยแก้เหน็บชาได้) ปวดข้อ ทำให้ผิวสวย แก้ร้อนใน และยังช่วยยับยั้งสารก่อมะเร็ง

ลูกเดือยเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับผู้หญิง คนสมัยก่อนเชื่อว่า กินลูกเดือยแล้วทำให้ผิวสวย ผมสวย บำรุงมดลูก


การศึกษาสมัยใหม่พบว่า สารสกัดด้วยน้ำหรือตัวทำละลายอินทรีย์จากรากหรือเมล็ดเดือย ทำให้การหมุนเวียนของเลือด ที่ผิวหนังดีขึ้น ทำให้เส้นผมเจริญดีขึ้น และมีการศึกษาพบว่าสารสกัดของลูกเดือยมีผลกระตุ้นการเจริญของ Ovarian follicle และกระตุ้นให้ไข่ตก


ปัจจุบันจีนสกัดสารจากเมล็ดเดือยเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อรักษาและป้องกันมะเร็ง โดยยับยั้งและฆ่าเซลล์มะเร็ง กระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายเพื่อช่วยการกำจัดมะเร็ง ช่วยลดความปวดจากมะเร็ง ทำให้น้ำหนักที่ลดลงเพิ่มขึ้น


วิตามินซี กับการดูดซึมและนำไปใช้ของร่างกาย



 จากการศึกษาพบว่าการดูดซึมของวิตามินซีจะขึ้นอยู่กับขนาดของวิตามินซีที่รับประทาน 
วิตามินซีเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญและจำเป็นต่อร่างกาย วิตามินซีเป็นสารอาหารที่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ได้เองดังนั้นจึงจำเป็นต้องได้รับจากการรับประทานอาหารเท่านั้น แหล่งอาหารที่พบวิตามินซีส่วนใหญ่จะพบได้ในผลไม้โดยเฉพาะผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น ส้ม ผลอะเซโรล่า เชอร์รี่ ฝรั่ง มะนาว มะขามป้อม เป็นต้น ส่วนในผักในผัก เช่น ผักโขม คะน้า บล็อคโคลี่ วิตามินซีจัดอยู่ในกลุ่มวิตามินที่สลายตัวได้ง่ายเมื่อสัมผัสกับ น้ำ อากาศ และความร้อน ดังนั้นในผลไม้ที่ผ่านการแปรรูปเช่น ผลไม้อบแห้ง น้ำผลไม้ ผลไม้กระป๋อง ปริมาณของวิตามินซีแทบจะหลงเหลืออยู่น้อยมาก ดังนั้น จึงควรรับประทานผัก ผลไม้ที่ใหม่ สด เพื่อให้ได้ปริมาณวิตามินซีที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ประโยชน์ที่ได้จากวิตามินซี - เสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย - ส่งเสริมการทำงานของเม็ดเลือดขาวในการกำจัดสิ่งแปลกปลอม - เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) - จำเป็นต่อกระบวนการสร้างเส้นใยคอลลาเจน - จำเป็นต่อการสร้าง carnitine ซึ่งเป็นสารอาหารเพื่อการขนส่งกรดไขมันเข้าสู่ไมโตครอนเดรียเพื่อให้เกิดการเผาผลาญพลังงาน - จำเป็นต่อการสร้างฮอร์โมน วิตามินซีกับการดูดซึมและนำไปใช้ วิตามินซีจะถูกดูดซึมบริเวณลำไส้เล็กและจะถูกส่งต่อไปยังเนื้อเยื่อและน้ำในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายทางกระแสเลือด จากรศึกษาพบว่าอัตราการดูดซึมวิตามินซีจะลดลงเมื่อมีการรับประทานในขนาดที่มากเกิน กล่าวคือ - หากรับประทานวิตามินซีในปริมาณมากกว่า 12 กรัม การดูดซึมจะอยู่ที่ 16% - หากรับประทานวิตามินซีในปริมาณ 1.5-3.0 กรัม การดูดซึมจะอยู่ที่ 36-49% - หากรับประทานวิตามินซีในปริมาณ 1.0-1.5 กรัม การดูดซึมจะอยู่ที่ 50% - ในขณะที่รับประทานวิตามินซีในปริมาณน้อยกว่า 20 มิลลิกรัม การดูดซึมจะอยู่ที่ 98% ดังนั้นการดูดซึมของวิตามินซีจะดูดซึมได้ดีในปริมาณที่น้อยกว่า 1,000 มิลลิกรัม นอกจากนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการดูดซึม การได้รับสารอาหารจำพวกซิตรัส ไบโอฟลาโวนอยด์ ยังช่วยเพิ่มความสามารถในการดูดซึมของวิตามินซีอีกด้วย และเพื่อให้ได้รับวิตามินซีในปริมาณที่เพียงพอควรหลีกเลี่ยงการรับประทานควบคู่กับเพคตินและสังกะสีในปริมาณที่สูง 


ที่มา:  http://www.108health.com/108health/topic_detail.php?mtopic_id=1211&sub_id=16&ref_main_id=4
http://www.108health.com/108health/topic_detail.php?mtopic_id=490&sub_id=16&ref_main_id=4


เมนูอาหารเจเพื่อสุขภาพ

เทศกาลถือศิลกินผัก หรือเทศกาลกินเจ เทศกาลที่หลายๆท่านจะได้ทำบุญทำกุศลด้วยการรับประทานอาหารที่งดเว้นจากเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากสัตว์ ช่วยลดการเบียดเบียน รวมถึงได้รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพได้มากขึ้นอีกด้วย จึงมีเมนูอาหารเจที่ทำง่ายๆได้บุญและได้สุขภาพที่ดี มาฝากเพื่อนๆกันค่ะกับเมนู "ต้มข่าไก่เจ"

1.ต้มข่าไก่เจ

ส่วนผสม

  • ไก่เจหั่นชิ้นโต 1 ถ้วยตวง (สามารถหาซื้อได้ตามซุปเปอร์มาเก็ตทั่วไปที่จัดนิทรรศการอาหารเจ)
  • เห็ดนางฟ้าฉีก 7-8 ดอก
  • หัวกระทิ 1/2 ถ้วยตวง
  • หางกระทิ 2 ถ้วยตวง
  • ข่าอ่อนหั่นเป็นแว่น 10-15 แว่น
  • ตะไคร้บุบเบาๆ หั่นแฉลบ 2-3 ต้น
  • ใบมะกรูดฉีกก้านกลางออก 5-6 ใบ
  • เกลือป่น 1 ช้อนชา
  • ซีอิ๊วขาว 1-2 ช้อนโต๊ะ
  • ซุปผงรสเห็ดหอม 2 ช้อนชา
  • พริกขี้หนูสวนสีเขียว, สีแดง, สีเหลือง, 7-8 เม็ด
  • น้ำมะนาว 4-5 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำอาหารเจ

  1. ทุบพริกขี้หนูพอแตก แล้วนำใส่น้ำมะนาวเพื่อไม่ให้พริกดำ
  2. ต้มหางกระทิให้เดือด คอยคนอย่าให้กะทิเป็นลูก ใส่ไก่เจ เห็ดนางฟ้า ใส่ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด
  3. ปรุงรสด้วยเกลือป่น ซีอิ๊วขาว ซุปผงรสเห็ดหอมพอสุกเดือดทั่วแล้วใส่หัวกระทิ พอเดือดอีกครั้งยกลง
  4. ปรุงรสด้วยน้ำมะนาว พริกขี้หนู ตักเสิร์ฟ



2.ยำสาหร่ายทะเลญี่ปุ่น


สาหร่ายทะเลเมนูอาหารทานง่าย และได้ประโยชน์จากสาหร่ายที่ร่างกายต้องการ 18 ชนิด แถมการทำก็ไม่ยุ่งยากด้วยค่ะ
ส่วนผสม
สาหร่ายทะเล       1     ถ้วย
ไข่กุ้ง                    1/4 ถ้วย
งาขาวคั่ว              1    ช้อนชา
ส่วนผสมน้ำยำ
น้ำส้มสายชู          2    ช้อนโต๊ะ
ซอสถั่วเหลือง      2    ช้อนโต๊ะ
น้ำมันงา               1    ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย        1     ช้อนชา
น้ำมันงาผสมพริก 1/4  ช้อนชา
http://www.108health.com/108health/maintopic/108health_2181.jpg                                                                         
วิธีทำ
  • 1. ล้างสาหร่ายให้สะอาด นำไปลวก บีบน้ำออกให้แห้ง และหั่นเป็นชิ้นบางๆ เตรียมไว้
  • 2. ผสมส่วนผสมน้ำยำเข้าด้วยกัน คนให้เข้ากันจนกระทั่งน้ำตาลทรายละลาย
  • 3. จากนั้นนำไปคลุกกับสาหร่ายที่หั่นเตรียมไว้ โรยด้วยงาขาวและไข่กุ้งให้ทั่ว นำไป แช่ตู้เย็นทิ้งไว้สักครู่ จัดใส่จานพร้อมเสิร์ฟ รัปประทานขณะเย็น รสชาติจะอร่อยยิ่งขึ้น

3.เกี๊ยวทอดไส้ผักเจ


ส่วนผสม เกี๊ยวทอดไส้ผักเจ

  • แผ่นเกี๊ยว  30   แผ่น
  • เต้าหู้ขาว   1     แผ่น
  • ถั่วงอกเด็ดหาง     1/2     ถ้วย
  • กะหล่ำปลีหั่นฝอย   1/2   ถ้วย
  • แครอทไสเป็นเส้นเล็กๆ     1/4    ถ้วย
  • แป้งข้าวโพด    1     ช้อนโต๊ะ
  • ซีอิ๊วขาว      1    ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาล     1/4     ช้อนชา
  • เกลือ      1     ช้อนชา
  • น้ำมันงา    1/2   ช้อนชา
  • น้ำมันพืช     1   ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันพืชสำหรับทอด    2    ถ้วย
เครื่องปรุงน้ำจิ้ม
  • น้ำสลัดน้ำข้น     2   ช้อนโต๊ะ
  • หอมใหญ่สับละเอียด    1   ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมะนาว     1     ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ  1/2     ช้อนชา
  • งาคั่ว    1    ช้อนชา
  • ซอสพริก   1     ช้อนชา
วิธีการทำ เกี๊ยวทอดไส้ผักเจ
  1. ยีเต้าหู้ให้เป็นชิ้นเล็กๆ ใส่น้ำตาล ซีอิ๊วขาว เกลือ แป้งข้าวโพด ผสมให้เข้ากัน
  2. ผัดผักทั้งสามชนิดกับน้ำมันจนผักสุกนิ่ม ใส่เต้าหู้ผัดให้เข้ากัน ตักออกให้เย็น
  3. ตักผักที่ผัดประมาณ 1 ช้อนชา วางลงบนแผ่นเกี๊ยวแต่ละแผ่น ห่อไส้ด้วยแผ่นเกี๊ยวให้สนิท  ใช้น้ำทาริมแผ่นเกี๊ยวบีบริมให้แน่น
วิธีห่อ เกี๊ยวทอดไส้ผักเจ
  1. ใส่ไส้ตรงกลางพับมุมตรงข้ามเข้าหากัน ใช้น้ำแตะริมแผ่นเกี๊ยว บีบให้แน่น จะได้เกี๊ยวรูป 3 เหลี่ยม
  2. ใส่ ไส้ตรงกลางพับมุมตรงข้าม แล้วจึงจับด้านซ้ายขวาตรงส่วนฐานเข้าหากัน ทาน้ำบีบเบาๆ  จะได้เกี๊ยวคล้ายรูปดอกไม้คือตรงส่วนริมไม่ติดกัน
  3. ใส่ไส้ตรงกลาง พับด้านตรงข้ามเข้าหากันแล้วจึงทาน้ำหัวท้ายแผ่นเกี๊ยว พับให้แน่น  จะได้เกี๊ยวรูปสามเหลี่ยมผืนผ้า
  4. ใส่ น้ำมันลงในกะทะ พอน้ำมันร้อนใส่ตัวเกี๊ยวทอดให้กรอบเหลือง ตักออกให้สะเด็ดน้ำมัน  กินกับน้ำจิ้ม ใช้เป็นอาหารว่างกินกับเครื่องดื่ม
วิธีทำน้ำจิ้ม
ผสมเครื่องปรุงทั้งหมดเข้าด้วยกัน หรือจะใช้ซอสพริกเป็นน้ำจิ้มก็ได้                                                                

 4.แกงส้มผักรวมเจ

                                              

                   http://www.xn--q3cped3cb5f8b6d.com/wp-content/uploads/2014/09/vegan03.jpg


     ส่วนผสม : แกงส้มผักรวมเจ


  1. กะหล่ำปี 1/2 หัว
  2. หัวไชเท้าหั่นเป็นท่อน 1/2 หัว
  3. ถั่วฝักยาวหั่นเป็นท่อน 1 ถ้วย
  4. ผักกวางตุ้งหั่นเป็นท่อน 1/2 ถ้วย (หรือผักอื่นๆตามใจชอบ)
  5. น้ำพริกแกงส้มเจ 3 ช้อนโต๊ะ
  6. กระปิเจ 2 ช้อนชา
  7. น้ำมะขามเปียก 3 ช้อนโต๊ะ
  8. น้ำตาลปีบ 1 ช้อนชา
  9. เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

  1. นำน้ำพริกแกงส้ม กระปิ ละลายกับน้ำเปล่าใส่หม้อตั้งไฟ
  2. พอเดือดใส่หัวไชเท้า กะหล่ำปลี ผักกวางตุ้ง ลงไปในหม้อ
  3. เมื่อผักสุกปรุงรสด้วยเกลือ น้ำมะขามเปียก น้ำตาลปี๊บ รสตามชอบ
  4. รอให้เดือดอีกครั้งจึงใส่ถั่วฝักยาว พอสุกยกลงพร้อมเสิร์ฟ

ที่มา :  http://www.108health.com/108health/category.php?sub_id=17&ref_main_id=4



                

วันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เมนูอาหารสำหรับผู้ป่วยเพื่อต้านมะเร็ง
เรามาทำความรู้จักอาหารต้านมะเร็งกันดีกว่าค่ะว่ามีอะไรบ้าง
อาหารต้านมะเร็ง
1. ผัก  - ผักมีกากใยปริมาณมาก  ซึ่งผักที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและสารต้านมะเร็ง ได้แก่
-  กลุ่มผักมีสี เช่น บีทรูท ผักโขม แครอท มะเขือเทศ  ยิ่งมีสีเข้มมมากเท่าไหร่ นั่นหมายถึงว่ามีสารที่มีประโยชน์ (phytochemical) มากขึ้นเท่านั้น   รงควัตถุเหล่านี้ได้แก่ ไบโอฟลาวินอยด์ 20,000 ชนิด และแคโรทีนอยด์ 800 ชนิด ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องร่างกายและยังช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในการทำลายเซลล์มะเร็ง
-   กลุ่มกะหล่ำ เช่น กะหล่ำปลี บร็อคโคลี กะหล่ำดอก   ในผักชนิดนี้จะมีสารต้านมะเร็ง  สารที่ช่วยขจัดสารพิษ ตลอดจน อินดอล-3-คาร์บินอลและซัลโฟราเฟน
-   หัวหอม&กระเทียม – ประกอบด้วยไบโอฟลาวินอยด์หลายชนิดด้วยกัน หนึ่งในนั้นได้แก่ เคอร์ซิทิน ซึ่งสามารถเปลี่ยนเซลล์มะเร็งให้เป็นเซลล์ปกติได้  นอกจากนี้ยังมีสารต้านมะเร็งอื่นๆ ได้แก่ อัลลิซิน , เอส-อัลลิล ซิสทีอิน, ซีลีเนียมและสารที่เรายังไม่รู้จักอีกมากมาย   ดังนั้นจึงเป็นเรื่องดี ที่เราจะรับประทานกระเทียมและหัวหอม เป็นประจำ
2. ปลาน้ำเย็น เช่น แซลมอน คอท แมคเคอเรล  ซาร์ดีน  ทูน่าและปลาจากทะเลน้ำลึก  ในปลา  เหล่านี้จะอุดมไปด้วยไขมันที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง ได้แก่ EPA(eicosapentaenoic acid) และ DHA ( docosahexaenoic acid) ซึ่งชะลอการแพร่ของมะเร็ง  กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน และยังประกอบด้วยแร่ธาตุต่างๆที่พบในน้ำทะเล แต่ไม่พบในดิน
3.ถั่ว เช่น ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วลิสง ในถั่วเหล่านี้พบว่ามีสารต้านโปรตีเอสในปริมาณสูง(มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง) นอกจากนี้ยังพบว่ามีอินโนซิทอล เฮกซาฟอสเฟต(กรดไฟตริก ซึ่งในท้องตลาด จะขายในรูปของ IP-6)  และจีเนสเตอิน (ทำให้เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงเซลล์มะเร็งตีบลง)   นอกจากนี้ในถั่วยังอุดมไปด้วยกากใยที่สามารถละลายน้ำได้ ซึ่งจะช่วยในขบวนการทำความสะอาดของร่างกายตามธรรมชาติ



4.เมล็ดธัญพืช เช่นข้าว โอ๊ต  บาร์เลย์  ข้าวโพด ข้าวสาลี  เนื่องจากเมื่อกากใยของพืชเหล่านี้แตกตัวที่ลำไส้จะเปลี่ยนเป็นกรดบิวไทริกที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง
5.สาหร่ายทะเล  จะประกอบด้วยสารบางชนิดที่ป้องกันการติดเชื้อในทางเดินอาหาร  และยังประกอบด้วยกากใยชนิดพิเศษที่สามารถละลายน้ำได้ซึ่งจะเป็นตัวกลางในการนำไขมันอันตราย สารอนุมูลอิสระ สารพิษต่างๆออกจากลำไส้     นอกจากนี้สาหร่ายทะเลยังเป็นแหล่งของแร่ธาตุอย่างดีจากน้ำทะเล
6.เบอร์รี่ เช่น ราสเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ เชอร์รี่  เบอร์รี่สีดำ เพราะในเบอร์รี่จะมีสารต้านมะเร็งในปริมาณสูง และยังมีกรดอัลลาจิกที่จะทำลายเซลล์มะเร็งให้ตาย
7.โยเกิร์ต  เนื่องจากในโยเกิร์ตจะมีแบคทีเรียชนิดแลคโตบาซิลัส ที่สามารถหมักนมให้เป็นสารที่มีประโยชน์ต่อทางเดินอาหารและระบบภูมิคุ้มกัน  และเนื่องจากกว่า 80% ของระบบภูมิคุ้มกันจะอยู่ที่ทางเดินอาหาร  ดังนั้นโยเกิร์ตจึงเป็นอาหารที่จัดว่าเป็นยาอายุวัฒนะที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับร่างกายในการป้องการติดเชื้อและยังช่วยต้านมะเร็งอีกด้วย
8.ชาเขียว  ประกอบด้วยคาเทชินและสารเคมีในพืชอีกหลายชนิดด้วยกัน  จากงานวิจัยของสถาบันมะเร็งแห่งชาติประเทศญี่ปุ่นและจีน พบว่าชาเขียวสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งและยังสามารถเปลี่ยนเซลล์มะเร็งให้เป็นเซลล์ปกติได้
หมายเหตุ  การดื่มชาเขียวให้ได้รับประโยชน์เต็มที่นั้น ต้องดื่มทันทีหลังจากชงเสร็จ เนื่องจากถ้าทิ้งไว้ชาเขียวจะทำปฎิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ  ทำให้สูญเสีย   คุณค่าไป
9.เครื่องเทศ  -มาสตาร์ด  พริก พริกไท  กระเทียม หัวหอม  ขิง โรสแมรี่  อบเชยและเครื่องเทศอื่นๆที่ใช้ปรุงแต่งรส  สามารถต้านมะเร็งและกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน
10.น้ำสะอาด  - เป็นเรื่องแปลกที่กว่า 2 ใน 3 ของพื้นที่บนโลกและของร่างกายนั้นประกอบด้วยน้ำ  เนื่องจากน้ำนั้นเป็นเป็นสารตัวกลางสำคัญของร่างกายที่ใช้ในขบวนการต่างๆของเซลล์ อาทิเช่น ควบคุมสมดุลกรด-ด่าง  การทำความสะอาด  การขจัดสิ่งสกปรก  และยังนำพาสารอาหารที่มีประโยชน์เข้าสู่เซลล์  ตลอดจนนำของเสีย หรือสารพิษออกจากเซลล์อีกด้วย

   หลังจากที่ได้ทำความรู้จักกลุ่มอาหารต้านมะเร็งว่ามีอะไรบ้างแล้วนะคะ เราจะมาแนะนำ 5 เมนูอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งกันค่ะ
เมนูอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง
1.ห่อหมกปลาช่อนใบยอ
ส่วนผสม

1. มะกรูด ใบตอง กระทิ หัวกระทิ พริกเเกงเเดง(ทำห่อหมก) เนื้อปลาช่อน ผักชี ใบยอ

2.ปลาช่อน หั่นเอาเนื้อ 1 ถ้วย

วิธีทำ
1. เตรียมใบมะกูดมาหันฝอยๆ  ใบยอ  พริกแกงแดงทำห่อหมก
2.คั้นน้ำกะทิ แล้วนำพริกแกงมาใส่  หัวกระทิแยกไว้
3.นำเนื้อปลาช่อนมาใส่หม้อพร้อมเครื่องแกงตีไข่เป็ด ใส่ 2ฟอง ปรุงรส คนให้เข้ากัน จนเป็นเนื้องวดๆ
4.เตรียมใบตองพร้อมห่อ
ใส่พริกแกงคนพร้อมกับหัวกระทิ
รองด้วยใบยอ 
5.นำใบย่อรองบนใบตองก่อนแล้วนำเครื่องแกงห่อหมกมาใส่ตามด้วยใบมะกูด ราดด้วยหัวกะทิข้นๆ ราดลองไป เสร็จแล้วก็ห่อ
6.เมื่อห่อเสร็จแล้ว นำไปนึ่งให้สุก ประมาณ 30-40 นาที จนหอม
7.ยกลง พร้อมเสริฟ ก็อร่อยสุดๆ

2.ฉู่ฉี่ปลาทับทิม
เครื่องปรุง
1. ปลาทับทิม หรือ ปลานิล ทอดกรอบๆ
2. น้ำมะขามเปียก น้ำตาลปี๊บ น้ำปลา ชูรส (ผสมรวมกันไว้ ปรุงให้ได้ 3 รส)
3. พริก กระเทียม รากผักชี (โขลกรวมกันไม่ต้องละเอียดมาก)
วิธีทำ
-.คลุกปลาด้วยมะนาว แล้วจึงเคล้าด้วยเกลือ เกลือกด้วยแป้งสาลีบางๆ
-.ใส่น้ำมันในกระทะ ตั้งไฟให้ร้อน ทอดปลาพอเหลืองตักขึ้น พักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน
-.โขลกพริกชี้ฟ้า กระเทียม 5 กลีบ รากผักชี เข้าด้วยกัน
-.ใส่น้ำมันในกระทะ ตั้งไฟร้อน ใส่เครื่องที่โขลก ผัดพอหอม ใส่น้ำมะขามเปียก น้ำตาลปี๊บ น้ำปลา ชูรส
-.ราดใส่ที่ปลา ตักใส่จานเสิร์ฟ

3.แกงเผ็ดเป็ดย่าง
เครื่องปรุง
เป็ดย่าง ½ ตัว
สัปปะรดหั่นเป็นชิ้น ½ ถ้วย
น้ำพริกแกงเผ็ด 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 1 ½ ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
ใบมะกรูด 5 ใบ
มะเขือเทศลูกเล็ก 6 ลูก
วิธีทำ
1. นำเป็ดย่างมาแกะกระดูกออก หั่นเป็นชิ้นขนาดพอคำ นำใบมะกรูดและมะเขือเทศไปล้างน้ำให้สะอาด สะเด็ดน้ำแล้วฉีกใบมะกรูดเอาเส้นกลางใบออก และผ่ามะเขือเทศเป็นสองส่วน
2. เปิดเตาที่ไฟปานกลาง นำหัวกะทิใส่ลงในหม้อประมาณ ½ ถ้วย (ไม่ต้องคนกะทิก่อนเทนะคะ จะได้ส่วนบนเป็นหัวกะทิ) รอจนหัวกะทิเดือดก็ใส่น้ำพริกแกงเผ็ดลงไป ผัดให้น้ำพริกกับกะทิเข้ากัน รอจนกะทิแตกมัน (หมั่นคนเป็นระยะนะคะ ไม่งั้นเดี๋ยวก้นจะไหม้)
3. เมื่อกะทิแตกมันได้ที่แล้วจึงใส่เนื้อเป็ดย่างที่หั่นไว้ลงไป ผัดให้เข้ากัน ทะยอยเติมกะทิที่เหลือลงไปครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะประมาณ 3 ครั้ง
4. ใส่สัปปะรดและมะเขือเทศที่หั่นแล้วลงไป คนให้เข้ากัน ใส่กะทิที่เหลือลงไปจนหมด ปรุงรสด้วยซีอิ้วขาว (หรือน้ำปลา) และน้ำตาลทราย รอจนกะทิเดือดอีกครั้ง ก็ใส่ใบมะกรูดลงไป คนให้เข้ากัน ปิดเตา
5. ตักใส่ชาม จากนั้นก็ยกเสิร์ฟได้เลยค่ะ

4.ไข่เจียวใส่หอมหัวใหญ่-มะเขือเทศ

ส่วนผสม
- ไข่ไก่ 2 ฟอง
- ถั่วฝักยาว
- หอมหัวใหญ่ 
- แครอท
- มะเขือเทศ
- น้ำมันพืช
วิธีการทำ
- เมื่อเราได้เตรียมของทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยก็ทำการตอกไข่ จากนั้นใส่น้ำมันเตรียมพร้อมเอาตั้งไฟ ใช้ไฟไม่ต้องแรงมากประมาณกลางๆ ตั้งน้ำมันรอไว้
- ทีนี่เราก็มาตีไข่ใส่ชาม จากนั้นใส่ซีอิ้วขาว ในส่วนนี้สามารถที่จะใส่เครื่องปรุงอย่างอื่นได้ด้วย ส่วนผัก ก็แล้วแต่ชอบอยากใส่อะไรก็ได้ อย่างเช่น ข้าวโพด กระเทียม ต้นหอม  หรือไก่สับ หมูสับก็ได้
- พอน้ำมันเริ่มร้อนได้ที่ก็เทไข่ใส่ลงไปได้เลยปรับไฟลงประมาณนึง พยายามอย่าใจร้อนเพราะถ้าเราใจร้อนใข่ด้านนอกสุก แต่ข้างในอาจจะยังไม่สุกไข่ด้านนอกอาจจะไหม้ก่อนค่อยๆกลับด้านในหมุนไป เรื่อยๆ จนสุก

5.ไก่ทอดสมุนไพร

ส่วนประกอบและวิธีทำ น่องไก่บน ทอดสมุนไพร
1 ปีกไก่ส่วนบน (น่องไก่บน) 1 กิโลกรัม ล้างทำความสะอาด สะเด็ดน้ำให้แห้ง
2 ตำส่วนผสมทุกอย่างเข้าด้วยกันมี ขมิ้นปอกเปลือก 1 ขีด , ตะไคร้หั่นตำบีบเอาน้ำออกทิ้งก่อน 3 ต้น , กระเทียมแกะเป็นกลีบ 1 ช้อนโต๊ะ , รากผักชี 5 ราก ตำทุกอย่างรวมกันไม่ต้องถึงขั้นละเอียดมาก แล้วใส่คนอร์ไก่ผง 1 ช้อนโต๊ะ , น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ , แป้งโกกิ 50 กรัม ผสมให้เข้ากันดี นำปีกไก่ที่เตรียมไว้ลงมาคลุกให้ทั่ว หมักไว้ 30 นาที
3 ตั้งกะทะใส่น้ำมันกะให้ท่วมเนื้อไก่ที่จะทอด เปิดไฟแรงก่อน น้ำมันร้อนแล้วค่อยหรี่ใช้ไฟกลาง นำน่องไก่บนหรือปีกไก่ที่หมักไว้ลงทอด ขณะทอดเมื่อเครื่องปรุงทั้งขมิ้นและตะไคร้ที่ตำไว้เริ่มสุกก็จะเริ่มลอยขึ้นมา ให้ใช้ตะแกรงตาถี่ตักขึ้นมาสะเด็ดน้ำมันเก็บไว้ก่อน อย่าปล่อยไว้นานเพราะจะทำให้มีรสขม เมื่อเนื้อไก่ที่ทอดสุกดีแล้ว ให้ตักขึ้นมาสะเด็ดน้ำมัน ตักวางเรียงใส่จาน นำกากเครื่องปรุง(แก้เลี่ยนได้ดีมาก)ที่เราตักออกมาก่อนนี้โรยบนน่องไก่(บน)ทอดแต่งหน้าด้วยผักชีและพริกแดงเส้น กินคู่กับน้ำจิ้มไก่

ที่มา: http://manufoods.blogspot.com/
http://foodfunza.blogspot.com

 เมนูอาหารสำหรับผู้เป็นโรคกระเพาะอาหาร 
เรามาทำความรู้จักกันก่อนค่ะว่าอาการของโรคกระเพาะอาหารเป็นอย่างไรบ้างเพื่อที่จะได้รักษาได้อย่างถูกวิธีและลดอาการเหล่านี้ให้ทุเลาลงได้ค่ะ
ปวดท้องที่ไม่ธรรมดา
ปวดท้องที่ไม่ธรรมดา เรื่องสำคัญเกี่ยวกับอาการปวดท้องที่คนทั่วไปควรสนใจได้แก่ การแยกให้ได้ว่ากรณีใดควรรักษาตนเอง และกรณีใดควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที อาการปวดท้องที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้บ่อยๆ และสามารถรักษาด้วยตนเองได้ 
 เช่น ปวดท้องจากโรคกระเพาะอาหาร และปวดท้องจากโรคอาหารเป็นพิษ ส่วนอาการปวดท้องบางกรณีจะยากในการวินิจฉัยเบื้องต้น หากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาแพทย์เช่นกัน ได้แก่ อาการปวดท้องที่เกิดขึ้นกระทันหัน และรุนแรง อาการปวดท้องที่คงอยู่นานกว่า 4 ชั่วโมง โดยไม่ทุเลาเลย อาการปวดท้องที่มีอาการอาเจียนหลายครั้ง และอาการปวดท้องที่รักษาด้วยตนเองแล้วไม่ทุเลา
รายละเอียดอาการปวดท้องที่ช่วยในการวินิจฉัยโรค
  1. ตำแหน่ง หรือบริเวณที่เริ่มปวด เช่น บริเวณลิ้นปี่ รอบๆ สะดือ หน้าท้องส่วนบน ใต้ชายโครงขวา หรือซ้าย ท้องน้อยตรงกลาง เหนือหัวเหน่า หรือท้องน้อยขวา หรือซ้าย และเมื่อเวลาผ่านไปอาการปวดเปลี่ยนหรือ ย้ายที่หรือไม่
  2. ปวดท้องมานานเท่าไร ภายในไม่กี่ชั่วโมง 2-3 วัน หรือเป็นเรื้อรังมานาน
  3. ลักษณะของอาการปวดเป็นแบบใด ปวดเป็นพักๆ เดี๋ยวปวดมากเดี๋ยวเบาลง หรือปวดตลอดเวลา ไม่มีหยุดพักเลย และปวดแบบแสบร้อน ปวดเหมือนถูกแทง ปวดตื้อๆ หรือปวดถ่วงๆ เป็นต้น
  4. อาการปวดเกิดขึ้นอย่างรุนแรงทันทีทันใด หรือค่อยๆ ปวดมากขึ้นเรื่อยๆ จนทนไม่ได้จึงมาพบแพทย์
  5. มีอาการปวดร้าวไปที่อื่นหรือไม่ เช่น ปวดร้าวไปที่หัวไหล่ขวาหรือซ้าย ร้าวไปหลัง ไปเอว ไปขาหนีบ หรือร้าวไปที่ลูกอัณฑะมีอาการอื่นที่เกิดร่วมด้วยหรือไม่ เช่น เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียนท้องผูก ท้องเสีย เป็นไข้ เหงื่อแตก หน้ามืดเป็นลม
  6. สาเหตุที่ทำให้ปวดมากขึ้น เช่น อาหาร การถ่ายปัสสาวะ หรืออุจจาระ การหายใจแรงๆ ไอหรือจาม การเคลื่อนไหว ท่านั่งหรือท่านอน
  7. สาเหตุที่ทำให้ปวดน้อยลง เช่น อาเจียนแล้วดีขึ้น การอยู่นิ่งๆ ไม่เคลื่อนไหวท่านั่งหรือท่านอน การงอตัว อาหาร หรือยาบางชนิดเช่น ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร
  8. ประวัติการเจ็บป่วย และโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ภูมิแพ้ โรคแผล ในกระเพาะอาหาร นิ่วในถุงน้ำดี เคยได้รับการผ่าตัดในช่องท้อง หรือได้รับอุบัติเหตุที่ท้อง
  9. ประวัติส่วนตัว ประวัติประจำเดือน การมีเพศสัมพันธ์ การดื่มสุรา สูบบุหรี่ การออกกำลังกาย งานประจำ และงานอดิเรกที่อาจเกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วย

อาการปวดท้องจากโรคกระเพาะอาหาร
  1. มักเกิดขึ้นขณะที่กำลังรับประทานอาหาร หรือรับประทานอาหารอิ่มแล้วไม่นานนัก โดยทั่วไปมักเกิดเมื่อรับประทานอาหารมากกว่าปกติ หรือรับประทานอาหารห่างจากมื้อก่อนนานกว่าปกติ เรียกว่าหิวอยู่นาน
  2. ตำแหน่งที่ปวดอยู่บริเวณสูงกว่าสะดือ
  3. บางคนจำได้ว่า เคยมีอาการเช่นเดียวกันนี้เป็นครั้งคราว ภายใต้สภานการณ์เดียวกัน และหายได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง วันต่อมาก็สบายดี รับประทานอาหารได้ตามปกติ
  4. บางคนอาการไม่รุนแรงพอที่จะเรียกว่าปวดท้อง ก็เรียกว่า ท้องอืด หรือท้องเฟ้อ อาการเหล่านี้หากเกิดเป็นครั้งคราว ถือว่าเป็นความผิดปกติชั่วคราว เกิดจากกระเพาะอาหารบีบตัวรุนแรงกว่าธรรมดา ต่างจากโรคกระเพาะอาหารจริงๆ ซึ่งคนไข้จะปวดติดต่อกันทุกวันเป็นเวลานานหลายวัน เป็นสัปดาห์ หรือนานกว่านั้นหากไม่ได้รับการรักษา
  5. กรณีหลังนี้น่าจะสงสัยในเบื้องต้นว่าเป็นโรคแผลในกระเพาะอาหาร ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้องต่อไป เช่น พิจารณาส่องกล้องตรวจเยื่อบุกระเพาะ และทางเดินอาหารส่วนต้น หรือพิจารณาส่งตรวจด้วยการกลืนแป้งแล้วฉายภาพรังสีเพื่อดูว่ามีความผิดปกติอย่างหนึ่งอย่างใดหรือไม่
  6. การรักษาเบื้องต้นในกรณีปวดท้องจากโรคกระเพาะอาหาร หากเป็นขณะกำลังรับประทานอาหาร ต้องหยุดรับประทานอาหาร ไม่ดื่มน้ำ ให้ลุกจากโต๊ะอาหารไปเดินเล่น อาการจะค่อยๆ หายไป หากเกิดภายหลังอิ่มอาหาร และดื่มน้ำแล้ว การลุกไปเดินก็จะทำให้ทุเลาลงได้เช่นกัน ยาที่จะช่วยให้อาการทุเลาเร็วขึ้น ได้แก่ยาลดกรดที่ออกฤทธิ์เร็วเช่น โซดามินต์ เพื่อให้หายเร็วควรรับประทานครั้งแรก 4 เม็ด หากไม่หายภายใน 5 นาทีให้รับประทานอีก 2 เม็ด ถ้าหาย ต่อไปอาจป้องกันการเกิดอาการนี้ได้ ด้วยการหลีกเลี่ยงสาเหตุ ถ้าทำไม่ได้ ขณะหิวมากก่อนรับประทานอาหาร ควรรับประทานยาลดกรด เช่น โซดามินต์ 2 เม็ดเสียก่อนที่จะเกิดอาการ หรือถ้าต้องการใช้ยาที่ออกฤทธิ์นานอาจใช้รานิติดีน ranitidine ในกรณีที่อาการไม่หาย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยต่อไปเพราะสาเหตุอาจจะเป็นจากโรคแผลในกระเพาะอาหารชนิดรุนแรง หรืออาจเป็นโรคนิ่วถุงน้ำดีหรือโรคหัวใจก็ได้
  7. เชื้อแบคทีเรีย "เฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร" (Helicobacter pyroli) เข้าสู่กระเพาะได้โดยการกลืนเข้าไป หรือขย้อนเชื้อจากลำไส้มาอยู่ในกระเพาะอาหาร โดยปกติในกระเพาะอาหาร จะไม่มีเชื้อแบคทีเรีย หลังจากเชื้อเข้าสู่กระเพาะอาหาร จะใช้หนวดของมันว่ายเข้าไปฝังตัวในเยื่อเมือกบุผนังกระเพาะ และปล่อยน้ำย่อย เอ็นซัยม์ และสารพิษมาทำลาย และกระตุ้นให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุผนังกระเพาะอาหาร ด้วยกลไกนี้ร่วมกับกรดที่หลั่งออกมาจากเซลล์เยื่อบุกระเพาะ จะช่วยกันทำลายผนังกระเพาะให้มีการอักเสบ และเกิดเป็นแผลได้ในที่สุด
โรคอาหารเป็นพิษ
  1. โรคอาหารเป็นพิษ (food poisoning) ทำให้มีอาการปวดท้องร่วมกับอาการอาเจียน และอาการท้องเดิน สาเหตุเกิดจากการรับประทานอาหารที่ไม่สะอาด มีการปนเปื้อนแบคทีเรีย หรือสารพิษจากแบคทีเรีย อาการปวดท้องมักจะอยู่บริเวณกลางท้องรอบๆ สะดือ หรือสูงกว่าเล็กน้อย ถ้าอาการปวดท้องเกิดขึ้นร่วมกับอาการอาเจียน การอาเจียนจะมีผลทำให้อาการปวดท้องทุเลาอย่างชัดเจน ถ้าอาการปวดท้องเกิดร่วมกับอาการท้องเดิน การถ่ายอุจจาระจะทำให้อาการปวดท้องทุเลาเช่นกัน
  2. การรักษา อาการปวดท้องในกรณีนี้ ถ้ายังมีอาการอาเจียนอยู่ อาจใช้กระเป๋าน้ำร้อนวางที่ท้อง ถ้าไม่อาเจียน หรือหายอาเจียนแล้ว ให้รับประทานยาบุสโคพาน buscopan ร่วมกับพอนสแตน ponstan แม้ว่าอาการปวดท้องจะทุเลาแล้ว ควรป้องกัน การเกิดอาการปวดท้อง โดยรับประทานเฉพาะบุสโคพานทุก 4 ชั่วโมง ประมาณ 3 ครั้ง ถ้ารับประทานอาหารได้ ควรรับประทานยาประมาณครึ่งชั่วโมงก่อนอาหาร ปวดท้องจากโรคอาหารเป็นพิษต้องหายภายในเวลาไม่เกิน 24 ชั่วโมง
  3. ฤดูร้อนเป็นฤดูที่เหมาะแก่การเจริญเติบโตของเชื้อโรคบางชนิด ในบางพื้นที่ของประเทศที่ประสบกับภาวะภัยแล้ง ในช่วงฤดูร้อนนี้อาจจะเกิดการระบาดของโรคติดต่อบางชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ เช่น โรคอุจจาระร่วง โรคอาหารเป็นพิษ บิด อหิวาตกโรค ไข้รากสาดน้อย หรือไข้ไทฟอยด์ เป็นต้น จึงควรระมัดระวังในเรื่องความสะอาดของอาหาร น้ำดื่ม และภาชนะในการใส่อาหาร ตลอดจนให้มีการใช้ส้วมที่ถูกสุขลักษณะ และควรทราบในเบื้องต้นถึงอาการสำคัญและวิธีการป้องกันโรคติดต่อที่มักจะเกิดในฤดูร้อนที่สำคัญ และพบได้บ่อย
  4. โรคอาหารเป็นพิษเกิดจากพิษของเชื้อแบคทีเรีย เช่น เชื้อซัลโมเนลล่า แคมไพโรแบคเตอร์ เชื้อรา เห็ดบางชนิด หรือสารเคมีที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหาร สามารถติดต่อได้โดยการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไป ซึ่งมักพบในอาหารที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ จากเนื้อสัตว์ที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น เนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อวัว และไข่เป็ด ไข่ไก่ รวมทั้งอาหารกระป๋อง อาหารทะเล และน้ำนมที่ยังไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อ นอกจากนี้อาจพบในอาหารที่ทำไว้ล่วงหน้านานๆ แล้วไม่ได้แช่เย็นไว้ ถ้าไม่ได้อุ่นให้ร้อนพอ ก่อนรับประทานก็จะทำให้เป็นโรคนี้ได้
http://www.108health.com

เมนูอาหารรสไม่จัดสำหรับผู้เป็นโรคกระเพาะอาหาร

1.ข้าวต้มกุ้ง
ถ้ารีบรับประทานก็ใช้ข้าวสุกแทนข้าวสารแต่จะไม่อร่อยเท่า
ส่วนผสมสำหรับ 1-2 ที่
ข้าวสาร 1 ถ้วย กุ้งสดแกะเปลือก 150 กรัม น้ำ 2 ถ้วย ตังฉ่าย 1 ช้อนโต๊ะ ซีอิ๊วขาว 2-3 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา ผงซุป 1 ช้อนโต๊ะ กระเทียมสด 3-4 กลีบ ขึ้นฉ่ายหั่นหยาบ 1 ต้น น้ำมันกระเทียมเจียว 3 ช้อนโต๊ะ พริกไทยดำป่นตามชอบ
 วิธีทำ
1. ต้มน้ำกับกระเทียมบุบและผงซุป พอน้ำเดือดใส่ข้าวสารแล้วเคี่ยวไปเรื่อย ๆ จนเมล็ดข้าวสุกบาน จากนั้น ใส่ตังฉ่ายและเนื้อกุ้ง เดือดดีแล้วปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาวและน้ำตาลทรายเล็กน้อย ชิมรส
 2. ใส่ใบขึ้นฉ่ายแล้วยกขึ้นจากเตา ตักใส่ถ้วย เติมน้ำมัน กระเทียมเจียว และโรยพริกไทย พร้อมเสิร์ฟ


2.บะหมี่ซีฟู้ด
ใช้กระดูกและหัวปลาเคี่ยวน้ำซุปได้รสอร่อยเข้มข้น
ส่วนผสมสำหรับ 1-2 ที่
บะหมี่ 2-3 ก้อน เนื้อซีฟู้ดต่าง ๆ หั่นชิ้นพอดีดำ 250 กรัม เห็ดหูหนูและผักสดตามชอบ ต้นหอมซอยเล็กน้อย น้ำจิ้มแจ่วพริกคั่ว 
เครื่องปรุงน้ำซุป หัวและก้างปลา 100 กรัม ขึ้นฉ่ายหั่นท่อน 2 ต้น พริกไทยเม็ดบุบ 1 ช้อนชา แครอตหั่นชิ้น 2 หัว ผักกาดหั่นชิ้น 1 หัว กะหล่ำปลีหั่น 4 ส่วน 1 หัวเล็ก หัวหอมหัวใหญ่หั่นครึ่ง 1 หัว ขิงบุบ 2 แง่ง น้ำต้มสุก 5 ถ้วย เกลือ 1 ช้อนชา น้ำตาลอ้อย 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
1.ต้มน้ำพอเดือดใส่เครื่องปรุงน้ำซุปแล้วปรุงรสตามชอบ จากนั้น หรี่ไฟลงและเคี่ยวต่อไปเรื่อย ๆ ประมาณ 20-30 นาที แล้วกรองเอาแต่น้ำซุป
 2. ลวกเส้นบะหมี่จัดใส่ถ้วยพร้อมซีฟู้ดต่าง ๆ ที่ลวกจนสุกดีแล้ว ตักน้ำซุปใส่ลงในถ้วย โรยต้นหอมซอย เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มแจ่ว


3.สลัดซีซาร์
กินผักสดสบายท้อง น้ำสลัดกินง่ายปรุงเองตามชอบ
ส่วนผสมสำหรับ 1-2 ที่
ผักสลัดใบเขียวตามชอบ 150 กรัม มะเขือเทศราชินี 50 กรัม เบคอนทอดกรอบ 50 กรัม ขนมปังกรอบครูตองส์กระเทียม เครื่องเทศ Garlic-Herb Butter Croutons 50 กรัม น้ำมันมะกอก 1 ถ้วย ชีสพาร์มีซาน 30 กรัม ไข่ต้ม 1 ฟอง หัวหอมแดง/หัวหอมใหญ่ซอย 1 ช้อนโต๊ะ น้ำสลัดซีซาร์ตามชอบ
เครื่องปรุงน้ำสลัดซีซาร์
 ชีสพาร์มีซาน 2 ช้อนโต๊ะ กระเทียมสับละเอียด 1 ช้อนชา น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ พริกไทยดำบดหยาบตามชอบ ไข่แดง 2 ฟอง เกลือเล็กน้อย
 วิธีทำ
 1. ตีส่วนผสมเครื่องปรุงของน้ำสลัดทั้งหมดเข้าด้วยกัน เติมน้ำมันมะกอกแล้วคนให้เข้ากันอีกครั้ง ถ้าชอบกลิ่นปลาแองโชวี่ก็สามารถสับลงไปผสมได้
 2. จัดผัก มะเขือเทศ และเครื่องปรุงสลัดต่าง ๆ ใส่จานราดน้ำสลัดให้ทั่ว โรยหัวหอมแดงซอย พร้อมเสิร์ฟ

ที่มา : http://women.kapook.com 

 http://manufoods.blogspot.com/